รู้สักนิด…ก่อนคิดเป็นผู้ค้ำประกัน

ในสภาวะที่เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างปัจจุบัน การฉ่อโกงมีมากมายหลายรูปแบบ การทำธุรกรรมต่างๆ จึงต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้ทำธุรกรรมต่างๆ ต้องศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนการตัดสินใจ การค้ำประกันก็เช่นกัน ปัญหาการรับสภาพหนี้แทนมีให้เห็นมากมาย เกิดจากการเซ็นค้ำประกันโดยไม่มีความรู้ หรือไม่คิดอะไรมากเห็นเป็นคนใกล้ตัวเหล่านี้จึงเกิดปัญหาตามมา ฉะนั้นก่อนที่จะค้ำประกันให้ใคร ต้องรู้และเข้าใจผลที่จะได้รับหลังจากเซ็นเอกสารค้ำประกันไปแล้ว  สิ่งแรกคือต้อรู้สถานะการเป็นผู้ค้ำประกัน คำว่า “ผู้คำประกัน” ตามภาษากฎหมาย หมายถึง บุคคลหนึ่งที่ยอมรับที่จะชำระหนี้แทนอีกบุคคล หากบุคคลนั้นไม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้”ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันการเช่าซื้อรถ  การค้ำประกันการกู้ยืมเงิน  หรือการค้ำประกันการเข้าทำงาน เหล่านี้ล้วนต้องทำสัญญาค้ำประกัน การค้ำประกัน การที่จะฟ้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้นั้น จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญมิใช่ตกลงกันด้วยปากเปล่าซึ่งฟ้องไม่ได้

ขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกัน

ผู้ค้ำประกัน จะไม่จำกัดความรับผิดหรือจะจำกัดความรับผิดชอบของตนไว้ในสัญญาค้ำประกันด้วยก็ได้ ถ้าไม่ต้องการรับผิดอะไรบ้าง หรือต้องการจำกัดขอบเขตความรับผิดไว้เพียงใด ก็ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจน

การพ้นความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

เมื่อเซ็นชื่อในสัญญาแล้วผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหน้าที่จนกว่าหนี้ของลูกหนี้ จะระงับไป ตราบใดที่หนี้ของลูกหนี้ยังมีอยู่ผู้ค้ำประกันก็ไม่พ้นความรับผิด แต่มีพฤติการณ์บางอย่างที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิด

(๑) เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ คือถ้าได้กำหนดวันชำระหนี้ไว้แน่นอนแล้ว เจ้าหนี้ยืดเวลา ต่อไปอีกผู้ค้ำประกันก็พ้นความรับผิด

(๒) เมื่อหนี้ของลูกหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้ค้ำประกันเอาเงินไปชำระแก่เจ้าหนี้ไว้แน่นอนแล้ว แต่เจ้าหนี้ไม่ยอมรับโดยไม่มีเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ ผู้ค้ำประกันก็หลุดพ้นจากความรับผิดเช่นเดียวกัน

หากเรายินยอมที่จะเซ็นค้ำประกันให้กับใครแล้ว เท่ากับว่าเรายอมรับสภาพหนี้หากเขาทำการเบี้ยวหนี้ ต้องรับภาระหนี้ทั้งหมดที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ก็สามารถมีข้อตกลงที่จะกำหนดเพดานหนี้ได้เช่นกัน โดยต้องทำการตกลงกันก่อนเซ็นและทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากที่จะถามตัวเองแล้ว ควรที่จะตั้งคำถามถึงความพร้อมของคนที่คุณค้ำให้ด้วย ว่าพร้อมที่จะเป็นหนี้แล้วจริง ๆ หรือยัง มีความสามารถในการชำระหนี้แล้วหรือไม่ รวมถึงศึกษากฎหมายและข้อสัญญาให้ดี และอย่าเชื่อใจใครจนทำให้ตัวเองเดือดร้อนภายหลัง

 

แหล่งที่มาจาก https://moneyhub.in.th/article/guarantor-debt-2/