“โรคเวียนหัวบ้านหมุน”

“โรคเวียนหัวบ้านหมุน” คือหนึ่งในคำที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และมักพูดกันติดปากอยู่บ่อยๆ แต่ทั้งนี้ที่จริงแล้ว “เวียนหัวบ้านมุม” นั้น ไม่ใช่โรค หากแต่เป็นอาการแสดงสำคัญอย่างหนึ่ง เป็นความรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนไป จนทำให้รู้สึกเวียนหัวและคลื่นไส้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว อาการเวียนหัวบ้านหมุนที่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของสมอง อาจเป็นสัญญาณของโรคสำคัญ 2 โรค ได้แก่

  1. โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด? (Benign Paroxysmal Positional Vertigo; BPPV) (Semicircular canal) โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด คือโรคที่เกิดจากการที่ตะกอนหินปูนในหูชั้นใน ซึ่งอยู่ในบริเวณส่วนที่เป็นวงแหวนที่รับรู้เรื่องการทรงตัวนั้นหลุดออกมาจากกระเปาะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ทราบสาเหตุ แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการได้รับอุบัติเหตุถูกกระแทกทางศีรษะ หรือเกิดจากการเคลื่อนไหวศีรษะผิดจังหวะ เล่นเครื่องเล่นที่มีการเหวี่ยงรุนแรง ก็อาจส่งผลทำให้ตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุดได้ ทั้งนี้ ตะกอนหินปูนในหูชั้นใน เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในร่างกายคนเราทุกคน ทำหน้าที่เป็นตัวรับรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งนั่นทำให้เมื่อตะกอนหินปูนหลุดออกจากที่อยู่ในหูชั้นในแล้ว จึงทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนขึ้น โดยอาการแสดงสำคัญ คือ
  • รู้สึกเวียนหัวทันทีเมื่อเคลื่อนไหว และเวียนลดลงเมื่ออยู่นีง
  • เวียนไม่นาน 1 – 5 นาที
  • ดวงตาดำสองข้างกระตุก ไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลทำให้เห็นภาพสั่นซึ่งเป็นที่มาของบ้านหมุน
  • การได้ยินเป็นปกติ ไม่มีหูอื้อ หรือเสียงดังในหู

การรักษา ในความเป็นจริงแล้วโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด เป็นโรคที่อาจสามารถหายได้เอง แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก เพราะวิธีการแก้ไขรักษาโรคนี้นั้น คือ การทำให้ตะกอนหินปูนที่หลุดออกมากลับเข้าไปที่เดิมให้ได้ สำหรับคนที่โชคดี ก็อาจเผลอขยับตัวแล้วตะกอนหินปูนกลิ้งกลับเข้าไปอยู่ในที่เดิมตามปกติก็ได้ แต่โดยส่วนมากคนไข้จะไม่โชคดีแบบนั้น และที่สำคัญคือไม่ทราบด้วยว่า ตัวเองป่วยเป็นอะไร แต่จะมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนอยู่บ่อยๆ จนต้องมาพบแพทย์ในที่สุด ซึ่งแพทย์เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด ก็จะทำการรักษาด้วยการกายภาพศีรษะ เป็นการให้ผู้ป่วยขยับศีรษะในท่าเฉพาะเพื่อให้หินปูนกลับเข้าไปอยู่ที่เดิมตามปกติ ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลลัพธ์แน่นอนที่สุด ใช้เวลาในการรักษาประมาณแค่ 10 – 15 นาที

  1. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน อีกหนึ่งโรคที่ทำให้เวียนหัวบ้านหมุนได้เหมือนกัน (Meniere Disease) โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแต่สันนิฐานว่า เกิดจากภาวะของน้ำในระบบหูชั้นในที่มีปริมาณมากผิดปกติ จนไปรบกวนระบบการทรงตัว และส่งผลกระทบต่อระบบประสาทหู ซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมที่มากเกินไป โดยกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้มาก อาทิ กลุ่มคนที่ชอบรับประทานอาหารรสจัด เค็มจัด และกลุ่มคนที่ชื่นชอบการดื่มเบียร์ สุรา กาแฟ เป็นประจำ แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับระบบร่างกายของแต่ละคนด้วย โดยอาการแสดงของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น ได้แก่
  • เวียนหัวบ้านหมุนตลอดเวลา ตั้งแต่ 20 นาที – หลายชั่วโมง
  • อาการเวียนหัวจะเป็นหนักมาก คือเวียนหัวทั้งวัน ผู้ป่วยมักนอนนิ่ง ไม่ขยับตัว
  • มีอาการหูอื้อ หรือได้ยินน้อยลง
  • ได้ยินเสียงดังในหู เช่น เสียงหึ่งๆ วิ้งๆ แต่ไม่ใช่เสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ

ขั้นตอนการรักษา เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยจนมั่นใจแล้วว่าคนไข้ป่วยเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน แนวทางในการรักษาของโรคนี้นั้น คือ “การให้ยา” เพื่อลดปริมาณน้ำในหูที่เกินมาให้กลับไปเป็นปกติ โดยส่วนใหญ่แล้วยาที่ใช้จะเป็นยาขับโซเดียม เป็นยากลุ่มเดียวกันกับกลุ่มยาลดความดันโลหิต ที่ทานแล้วช่วยขับปัสสาวะ ยาลดอาการวิงเวียนศีรษะ

ทั้งนี้ ความอันตรายของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน อยู่ที่อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนรุนแรง ที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น เมื่อเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ หรือคิดว่าเป็นเพียงแค่อาการวิงเวียนศีรษะธรรมดา ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุให้แน่ชัดและทำการรักษาให้ถูกต้อง ในขณะเดียวกันในกรณีที่เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนขึ้น คนไข้ควรหาที่ยึดเกาะ แล้วนั่งลงกับพื้นทันที ไม่ควรฝืน เพื่อป้องกันการลื่นล้มที่อาจทำให้เปิดอันตรายรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ

https://www.phyathai.com/arpreview.php?id=3077