ฟองสบู่ทางสังคม (Social Bubbles) ปฏิสัมพันธ์แนวใหม่ สู้ภัยโควิด-19

ในช่วงภาวะโรคระบาดอย่างปัจจุบันการเว้นระยะห่างทางกายภาพเป็นหนึ่งในวิธีการที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคโควิด-19 แต่วิธีการเดียวกันนี้ก็ทำให้คนจำนวนมากต้องห่างเหินจากครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง ตอนนี้รัฐบาลในหลายประเทศเสนอให้ประชาชนใช้ปฏิสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ช่วยให้ผู้คนไปมาหาสู่กันได้มากขึ้นแต่อยู่ในวงจำกัด วิธีการนั้นเรียกว่า Social Bubbles หรือ ฟองสบู่ทางสังคม เป็นหลักการการรวมกลุ่มคนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เช่นครอบครัวพ่อแม่ลูก ครอบครัวเพื่อน พี่น้อง นับเป็นฟองสบู่หนึ่งฟอง ซึ่งทุกคนที่อยู่ร่วมกันมั่นใจว่าปลอดจากเชื่อโควิด 19  ก็สามารถพบปะปฏิสัมพันธ์กันได้ เช่น อาจจะนัดรับประทานอาหารร่วมกัน หรือว่าไปเยี่ยมเยือนกันเป็นครั้งคราว หลายประเทศในยุโรป ได้แก่ เบลเยี่ยม เยอรมัน อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่งเสริมให้ประชาชนใช้หลักการนี้ เพื่อคลายความตึงเครียดที่ไม่ได้พบปะกับครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นเวลานาน แต่ขณะเดียวกันเวลาที่มาอยู่ร่วมกันก็ไม่ละเลยมาตรการที่ต้องป้องกันเช่น ควรหมั่นล้างมืออยู่เสมอ เวลารับประทานอาหารก็ให้แยกจาน ช้อนซ่อม เวลาไอหรือจามก็ให้ปิดปาก

สรุป หลักการของกลุ่มฟองสบู่ทางสังคม (Social Bubbles ) คือ

  1. ไม่ควรพบปะคนภายนอกหากไม่จำเป็นเพราะอาจจะนำเชื้อจากคนภายนอกมาติดคนในกลุ่มได้
  2. หากมีความจำเป็นต้องติดต่อกับคนภายนอกต้องป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด
  3. หากสงสัยว่าติดเชื้อให้แยกตัวอออกจากกลุ่มทันที จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ติดเชื้อ แล้วค่อยกลับเข้าไปอยู่ในกลุ่มใหม่อีกครั้ง

ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้นำหลักการฟองสบู่ทางสังคมมาประยุกต์ใช้ในระดับประเทศโดยทำความตกลงร่วมกันว่าจะให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายสามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันได้เมื่อทั้งสองประเทศมั่นใจว่าควบคุมการระบาดได้แล้ว วิธีการนี้จะช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศคือประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของกันและกันอยู่แล้ว หากแนวทางนี้ประสบความสำเร็จอาจจะมีการดึงประเทศอื่นๆเข้ามาร่วมด้วย เช่นใต้หวันที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของโควิด 19 ได้ ซึ่งการนำหลักการฟองสบู่ทางสังคมมาใช้จะทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวได้ แต่ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้หากสำเร็จสามารถนำมาใช้ได้ต่อไปในอนาคต

ที่มา : www.thaipbs.or.th/EveningNews