“เรียนรู้ตลอดชีวิต” อีกหนึ่งทักษะจำเป็นหลังโควิด 19

คุณณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยทีมนโยบายปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ (TDRI) กล่าวถึงประเด็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในกิจกรรม “Re:learning for the Future 19 ความท้าทายใหม่ในโลกที่(ไม่)เหมือนเดิม” ที่จัดโดย  TK Park  ว่า วิกฤติโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของคนไทย

ความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การเรียนรู้ตลอดชีวิตจำเป็นมากๆ ในสังคมปัจจุบัน โดยหัวใจหลักที่ทำให้เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ เรื่องของระยะเวลาการใช้ชีวิตที่ซับซ้อนและยาวนานขึ้น ถ้าดูจากงานวิจัย อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยมากขึ้นทุกปีๆ และเมื่ออายุโดยเฉลี่ยของเรายาวนานขึ้น ก็ทำให้ความรู้ที่มีอยู่หมดอายุเร็ว เพราะโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องพัฒนาทักษะที่จำเป็นขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกันทักษะเดิมที่เคยมี ก็อาจจะไม่ใช่ทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคตก็ได้ การเรียนรู้นอกห้องเรียนจึงจำเป็น

โลกแห่งการเรียนรู้หลังวิกฤติโควิด 19
ในอนาคตแม้วิกฤติโควิด 19 จะจบลง อาจต้องมีการทบทวนประเด็นเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนี้

1. การเรียนรู้เพื่อทำงานและสร้างงาน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องการมากขึ้นภายใต้สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และจะไม่ได้เป็นการเรียน แล้วค่อยออกไปทำงาน  แต่จะเป็นการหันกลับมาให้ความสำคัญกับการเรียนเพื่อนำไปสู่ทักษะที่ทำให้แต่ละคนสามารถทำงานได้จริง หรือที่เรียกว่า Work – Based Education ในที่นี้รวมถึงทักษะที่จะทำให้ใครก็ตามสามารถเข้าถึงการจ้างงานที่มั่นคง รวมทั้งตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะในแต่ละพื้นที่ได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

2. การเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยี หลังจากวิกฤติโควิด 19 คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะท่ามกลางวิกฤติครั้งนี้ การที่คนสูงอายุไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ หรือรับเงินชดเชยจากช่องทางใดๆ ก็ตาม แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยี ยังมีความจำเป็นอยู่ เช่น การเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต การกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ ฯลฯ รวมถึงสิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นสิ่งใหม่ คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์อย่างปลอดภัย

3. การเรียนรู้เพื่อสุขภาวะและการอยู่ร่วมกัน วิกฤติโควิด 19 จะทำให้ความเครียดของคนเพิ่มสูงขึ้น จากการล็อคดาวน์ และเสพสื่อออนไลน์จากที่บ้าน บางส่วนอาจจะเจอ Fake News ซึ่งทำให้ความวิตกกังวลมากขึ้น หรืออีกกลุ่มหนึ่งอาจจะมีเวลาว่างมากขึ้น เลยทำให้ใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือความขัดแย้ง ทั้งในโลกดิจิตอล และในโลกแห่งความเป็นจริง

ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ และการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรู้เท่าทัน หรือ Social Media Literacy จึงมีความจำเป็น เพราะหากบางคนใช้โซเชียลมีเดียอย่างขาดวิจารณญาณ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาภายในครอบครัว หรือความรุนแรงรูปแบบอื่นๆ รวมถึงการขาดทักษะเกี่ยวกับการวิเคราะห์ หรือฝึกที่จะคัดกรองข้อมูล สุดท้ายย่อมส่งผลต่อการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นๆ ตามมาด้วย

กฎ “4 เติม” เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่มากกว่า

1. เติมใจ หรือการฝึกทุกคนให้มีนิสัยใฝ่รู้ ส่วนนี้โรงเรียนและครอบครัวจะมีบทบาทมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเรียน หรือเพิ่มพูนทักษะต่างๆ
2. เติมเงิน หรือการที่นายจ้างให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ของลูกจ้าง อาจจะใช้วิธีการสมทบเงินออมให้แก่ลูกจ้าง เพื่อทำให้ลูกจ้างมีการเรียนรู้ที่มากขึ้น ส่วนรัฐก็ควรจัดสรรงบประมาณสำหรับผู้มีรายได้น้อย ทำให้พวกเขาเข้าถึงโอกาสที่จะเรียนรู้โดยไม่เดือดร้อน
3. เติมไอเดีย การช่วยให้คนไทยวางแผนอาชีพในอนาคตได้ อาจจะใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ว่าเรียนอะไรถึงจะมีตลาดงานรองรับในอนาคต จะต้องเรียนวิชาอะไร มีหลักสูตรอย่างไรบ้าง
4. เติมเวลา นายจ้างควรจัดเวลาของลูกจ้างให้สมดุล ในขณะเดียวกันลูกจ้างก็ควรแบ่งเวลาเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ อยู่เสมอ

 

ที่มา: https://www.tkpark.or.th