Digital Publishing อนาคตของสิ่งพิมพ์

ปัจจุบันสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้อ่านมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป หนังสือเล่มถูกลดความสำคัญลง และถูกแทนที่ด้วยสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ส่งผลให้นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือสำนักพิมพ์ ทยอยปิดตัวลง ซึ่งทำให้ระบบจัดพิมพ์ดิจิตอล หรือ Digital Publishing เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

Digital Publishing หมายถึง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อทดแทนวัสดุประเภทกระดาษ เปลี่ยนกระบวนการผลิต การเผยแพร่ การสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าให้กับทุกเนื้อหา และสร้างการรับรู้ข้อมูลใหม่ๆ ทั้งในเชิงลึกและกว้างยิ่งขึ้นด้วยเนื้อหาที่ผสมผสานภาพ เสียง วิดีโอ และเนื้อหาอินเทอร์แอคทีฟ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้ใช้งานบนอุปกรณ์พกพา อาทิ สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, โน๊ตบุ๊ค และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เป็นต้น

ประโยชน์ของ “ระบบจัดพิมพ์ดิจิทัล”

  • ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตสิ่งพิมพ์แบบเดิม
  • สามารถเผยแพร่เนื้อหาให้ผู้ที่สนใจหรือสมาชิกได้ “ไม่จำกัด” จำนวน ได้ทุกที่ ทุกเวลา
  • เจ้าของสื่อ (Owned Media) สามารถส่งมอบสิ่งพิมพ์ดิจิทัลรูปแบบต่างๆ ส่งให้กับกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการค้นหา ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมสืบค้นหาเนื้อหาต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ตด้วยตัวเองได้
  • ช่วยให้บทความและเนื้อหาต่างๆ สามารถค้นพบได้ง่ายขึ้นด้วยการปรับแต่งเนื้อหาให้รองรับ SEO
  • ทุกเนื้อหาผลิตอย่างพิถีพิถันเพื่อเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตจะช่วยดึงดูดผู้ที่สนใจโดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา
  • ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ประเมินประสิทธิภาพของแต่ละบทความด้วย จำนวนการอ่านหรือการเข้าถึง เพื่อสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อพัฒนาเนื้อหาให้กับกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ

ด้านคุณโชนรังสี เฉลิมชัยกิจ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวถึงในงาน Re:learning for the Future 19 ความท้าทายใหม่ในโลกที่(ไม่)เหมือนเดิม จัดโดย สถาบันอุทยานการเรียนรู้  ว่า ช่วงวิกฤตโควิด สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ มีข้อเสนอแนะมาตรการดูแลเยียวยาอุตสาหกรรมหนังสือเพื่อให้อยู่รอด และช่วยส่งเสริมการอ่าน กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยได้นำเสนอไปยังกระทรวงการคลัง 5 มาตราการ ดังนี้
        1. ช้อปหนังสือ ช่วยชาติ  
เป็นการเพิ่มเติมจากมาตรการลดหย่อนเดิม ที่ซื้อหนังสือแล้วนำไปหักลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาที่ 15,000 บาท ขยายเป็น 30,000 บาท โดยให้ลดหย่อนได้ 3 เท่า กระตุ้นการใช้จ่ายให้ซื้อหนังสือเพื่อพัฒนาตนเองและเพื่อบริจาค ทั้งเสนอครอบคลุมลดหย่อนทั้งส่วนบุคคลและองค์กรนิติบุคคล และเสนอให้ครอบคลุมไม่เพียงการบริจาคโรงเรียน แต่หมายรวมถึงห้องสมุดชุมชนต่างๆ ด้วย เพื่อทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินในธุรกิจหนังสือ
        2. บูรณะหรือสร้างห้องสมุดชุมชน
ด้วยผู้คนเดินทางกลับบ้านเกิด คนตกงาน บัณฑิตใหม่หางานทำไม่ได้ ต้องทำให้ชุมชนมีแหล่งเรียนรู้ โดยให้มีงบซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดชุมชน หมู่บ้าน และสถาบันการศึกษา จัดวงเงินเพื่อกระตุ้นการซื้อหนังสือขององค์กรภาครัฐ ช่วยเหลือผู้ผลิตหนังสือระบายสินค้าให้เกิดสภาพคล่อง และผู้รับหนังสือเองได้มีแหล่งอาหารสมอง ทำให้เกิด “การอ่าน” กับคนไทยทุกระดับ รวมทั้งพัฒนาเสริมสร้างองค์ความรู้ทั้งในชุมชน หมู่บ้าน และสถาบันการศึกษา
        3. กองทุนหนังสือ
หนังสือนับเป็นสินค้าสร้างวัฒนธรรมของชาติ การดูแลด้วยกองทุนหนังสือก็เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุน สภาพคล่อง และปรับโมเดลธุรกิจทางหนึ่ง และด้านการพัฒนาบุคลากรในระบบอีกทางหนึ่งให้สร้างสรรค์ผลงานที่หลากหลาย ได้คุณภาพ ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางในการดำเนินธุรกิจหนังสือ และปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจตามพฤติกรรมผู้อ่านและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง
        4. National Online Book Platform
สร้างแพลตฟอร์มหนังสือออนไลน์แห่งชาติ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการซื้อขายหนังสือออนไลน์ ทั้งหนังสือเล่มและ E-Book หรือ Audio Book
        5. Copyright Collective Management
เพื่อปกป้องผู้สร้างสรรค์ที่จรรโลงสังคมต่อไปได้อย่างเข้มแจ็ง ให้จัดตั้ง Copyright Collective Management การจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์การใช้ซ้ำ (Secondary Rights) เช่นการนำหนังสือไปถ่ายเอกสาร เพื่อสร้างรายได้จากการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์

 

ที่มา : 

https://www.tkpark.or.th