P03

ตามตำราคชศาสตร์  ได้จารึกถึงตำนานพระพรหมธาดา  หรือพระเจ้าผู้สร้างโลกว่า  พระนารายณ์เสด็จลงมายังพิภพ  แต่ไม่มีที่ประทับ  เพราะไม่มีแผ่นดินมีแต่มหาสมุทร  จึงประทับบนหลังพระยาอนันตนาคราชในอีกพิภพหนึ่งแทน  และต่อมาก็ทรงเนรมิตดอกบัวผุดตรงพระนาภี (สะดือ) ตำนานของผู้สร้างโลกว่าไว้  ดอกบัวนั้นก็คือ  โลกมนุษย์ของเรานั้นเอง  หลังจากที่เนรมิตดอกบัวเป็นโลกแล้ว  พระนารายณ์ทรงแบ่งกลีบและเกสรดอกบัวเป็น 4 ส่วน  นำไปถวายพระพนหม  พระอิศวร  พระวิษณุุ  และพระอัคนี  ซึ่งต่อมาพระมหาเทพทั้ง 4 ก็ทรงเนรมิตให้เป็นช้างจากกลีบและเกสรบัวนั้น ๆ จึงเป็นที่มาของช้างมงคล 4 ตระกูล คือ

พรหมพงศ์  หมายถึง  ช้างเผือกตระกูลที่พระพรหมเนรมิต  มักจะมีเนื้อหนังอ่อนนุ่ม  หน้าใหญ่  ท้ายต่ำ  ขนอ่อนละเอียด  เส้นเรียบ  ขึ้นขุมละ 2 เส้น  สีขาว  โขมดสูง  คิ้วสูง  น้ำเต้าแฝด  มีกระเต็มตัว  ขนที่หลังหู  ปาก  ขอบตามีสีขาว  อกใหญ่  งาสีเหลือง  เรียวรัดงดงาม  มีทั้งหมด 10 หมู่  ที่โดดเด่นที่สุดคือ  ฉัททันต์  ผิวกายขาวดั่งเงินยวง  งาสีเงินยวง  อุโบสถ  ขนและงาสีทองเป็นช้างแห่งอายุยืนยง  สูงส่งด้วยวิทยาการ  ในชาดกกล่าวถึง  พระพุทธเจ้าครั้งเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ในชาติภพที่เป็นช้างเผือกจะถือกำเนิดเป็น  พระยาฉัททันต์  


<==  ตำราช้างว่าด้วยกำเนิดและลักษณะช้างต่าง ๆ



อิศวรพงศ์  หมายถึง  ช้างเผือกตระกูลที่พระอิศวรเนรมิต  ผิวกายดำสนิท  งาอวบ  งอนเสมอกันทั้งสองข้าง  เท้าใหญ่  น้ำเต้ากลม  คอย่น  ขณะเยื้องย่าง  อกใหญ่  หน้าเชิด  แยกเป็น 8 หมู่  ที่โดดเด่นที่สุด  คือ  อ้อมจักรวาล  มีงาขวางามกว่างาซ้ายอ้อมโอบงวง  และกัณฑ์หัตถ์งาซ้ายจะยาวกว่างาขวา  อ้อมโอบงวงเช่นกัน  เป็นช้างแห่งความสุข  และเจริญด้วยทรัพย์สินและอำนาจ

วิษณุพงศ์  หมายถึง  ช้างเผือกตระกูลที่พระวิษณุเนรมิต  ผิวหนา  ขนหนาเกรียน  สีทองแดง อก คอ คางใหญ่ หางยาว งวงยาว หน้าใหญ่ นัยน์ตาขุ่น หลังราบ แยกเป็น 6 หมู่  ที่โดดเด่นที่สุด  คือ  สังขทันต์  มีงาอวบเรียวเหมือนสังข์ร้องได้ 2 เสียง  ตอนเช้าเป็นเสียงเสือ  ตกเย็ยเป็นเสียงไก่ขัน  และดามหัสดินทร์  มีกายสีทองแดง  เป็นช้างแห่งชัยชนะ  พลาหาร  ธัญญาหาร  และน้ำฝนจะอุดมสมบูรณ์

อัคนีพงศ์  หมายถึง  ช้างเผือกตระกูลที่พระอัคนีเนรมิต  ท่วงทีงดงาม  เดินเชิดงวง อกใหญ่ งาทั้งสองโค้งพอจรดกัน สีเหลืองจนสีขาวปนแดง ผิวกายคล้ายสีใบตองตากแห้ง แยกเป็น 42 หมู่  ที่น่าสังเกต  คือ  ช้างที่มีผิวกายประหลาดแต่ตกชั้น  หรือขาดคชลักษณ์สำคัญอื่น ๆ จะอยู่ในตระกูลนี้ด้วย  หากได้ขึ้นระวางเป็นช้างสำคัญ  ผิวกายจะปกติ  แต่รูปร่างปราดเปรียว  งาจะอวบสั้น  คชลักษณ์งดงามกว่าช้างสามัญธรรมดาทั่วไป  ซึ่งก็จัดอยู่ในตระกูลนี้เช่นกัน  ส่วนช้างตามคชลักษณ์ที่สองจะเรียกว่า  " ช้างเนียม "  ในราชพงศาวดารได้รับพระราชทินนามเป็น  มณีจักราก็อยู่ในตระกูลนี้  โดยช้างตระกูลอัคนีพงศ์  ยังแบ่งเป็นช้างเผือก และช้างเนียม

P04
ตำราช้างว่าด้วยกำเนิด
และลักษณะช้างต่าง ๆ





 
P03 P04