พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชสมภพ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์

ทรงศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนนายร้อยชั้นประถม มีพระยศนักเรียนนายร้อยพิเศษ เมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชาแล้ว ได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่วทิยาลัยอีตัน ประเทศอังกฤษ

ต่อมาทรงศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ม้าที่โรงเรียนนายร้อยเมืองวูลิช ได้รับพระราชทานพระยศเป็นนายร้อยตรีกิตติมศักดิ์แห่งกองทัพบกอังกฤษ แล้วจึงเสด็จกลับมารับราชการในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ ๖ ในตำแหน่งนายพันโทราชองครักษ์ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบกชั้นประถม นายพันเอกปลัดกรมเสนาธิการทหารบก ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๒ ตามลำดับ

พระราชจริยวัตรด้านภาพยนตร์

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดการถ่ายภาพยนตร์ ทรงเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดเล็ก ๑๖ ม.ม. “ภาพยนตร์ทรงถ่าย” ต่อมาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ภาพยนตร์อัมพร” เนื้อหาในภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นบันทึกพระราชพิธีสำคัญ สภาพสังคม และสภาพชีวิตชาวบ้าน ส่วนเรื่องที่มุ่งเพื่อความบันเทิงได้แก่เรื่อง แหวนวิเศษ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สนับสนุนให้สร้างโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยสำหรับฉายภาพยนตร์เสียงแห่งแรกของประเทศในวโรกาสเฉลิมฉลองพระนครครบรอบ ๑๕๐ ปี พระราชทานนามว่า “ศาลาเฉลิมกรุง”

พระราชพิธีอภิเษกสมรส

เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา เสด็จฯ กลับจากประเทศอังกฤษหลังทรงสำเร็จการศึกษา เสด็จมาเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (สมเด็จพระบรมราชชนนี) อยู่เสมอ ที่วังพญาไท จึงได้ทรงพบปะกับพระนัดดาของสมเด็จแม่หลายพระองค์ ในจำนวนนั้นมีหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ รวมอยู่ด้วย ทรงต้องพระอัธยาศัยในหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีจนบังเกิดมีพระราชหฤทัยรักใคร่ผูกพัน

จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๖๑ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นี้ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต อภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ณ พระที่นั่งวโรภาสพิมาน พระราชวังบางปะอิน ในวันจันทร์ที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑

พระราชกรณียกิจ

ช่วงเวลา ๙ ปีแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกรณียกิจสำคัญด้านต่างๆ อาทิ

  • การแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
  • การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์อักษรไทยที่สมบูรณ์
  • การประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก
  • การพระราชทานปริญญาบัตรสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาเป็นครั้งแรก
  • พระราชกรณียกิจด้านการสื่อสาร
  • การเสด็จประพาสในประเทศและต่างประเทศ
  • การทบทวนและจัดทำสนธิสัญญาไมตรี
  • การสร้างระบบราชการให้เป็นคุณธรรม
  • ฯลฯ

งานฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี ๒๔๗๕

นับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์และก่อสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีเป็นต้นมา จวบจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นระยะเวลา ๑๕๐ ปีพอดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีฉลองพระนคร โดยมีกำหนดพระราชพิธีต่างๆ ดังนี้ งานฉลองพระนครครบรอบ ๑๕๐ ปี พระราชพิธีฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชพิธีเปิดปฐมบรมราชานุสรณ์ พระราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติ พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

เช้าตรู่วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ “คณะราษฎร” ได้ทำการยึดอำนาจด้วยวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ากรุงเทพฯ พระราชทานความร่วมมือแก่คณะราษฎร เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้เข้าสู่ความสงบเรียบร้อย และหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่การสูญเสียในบ้านเมือง

วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ พร้อมด้วยการ่างพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน เพื่อลงพระปรมาภิไธย โดยทรงเติมคำว่า “ชั่วคราว” ลงไป รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยจึงมีชื่ออย่างเป็นทางกว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕”

พระราชทานรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕

วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรสยามแก่ปวงชนชาวไทย

ทรงสละราชสมบัติ

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีพระราชประสงค์เช่นเดียวกับจุดมุ่งหมายของคณะราษฎรที่จะให้ประเทศสยามมีการปกเครองแบบประชาธิปไตย แต่พระองค์ไม่เห็นชอบด้วยกับหลักการและการกระทำบางประการของคณะราษฎร ในที่สุดวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติขณะประทับ ณ พระตำหนักโนล เมืองแครนลี มณฑลเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีพระราชประสงค์เช่นเดียวกับจุดมุ่งหมายของคณะราษฎรที่จะให้ประเทศสยามมีการปกเครองแบบประชาธิปไตย แต่พระองค์ไม่เห็นชอบด้วยกับหลักการและการกระทำบางประการของคณะราษฎร ในที่สุดวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติขณะประทับ ณ พระตำหนักโนล เมืองแครนลี มณฑลเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ

เสด็จสวรรคต

นอกจากมีพระโรคทางพระเนตรแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงประชวรด้วยโรคพระหทัยด้วย โดยพระอาการได้กำเริบหนักขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งเสด็จสวรรคตอย่างสงบเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ขณะมีพระชนมายุ ๔๘ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเรียบง่าย ณ ฌาปนสถานโกลเดอร์สกรีน (Golders Green) ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน

พุทธศักราช ๒๔๙๑ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ พร้อมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับสู่ประเทศไทย