นวัตกรรมวิจิตร

เป็นนวัตกรรมอุดมศึกษาที่เกิดขึ้นจากแนวคิดและการดำเนินการโดยศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ที่ได้คิดสร้างสิ่งใหม่ๆ และผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ชีวิต และสังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งท่านได้กล่าวถึงตนเองในฐานะนักนวัตกรรมไว้ว่า

“ผมอาจจะเป็นคนหนึ่งในจำพวกนั้นที่ชอบทำอะไรใหม่ๆ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำซาก ไม่ชอบทำอะไรที่อยู่ในเป้าหมายเดิมตลอดเวลา แต่ไม่ถึงขั้นสุดโต่ง เมื่อเราคิดถึงว่าเราพบปัญหา ถ้าไม่ใช้วิธีการไหม่ๆ แก้ จะแก้ไม่ได้เลย ทำให้ต้องคิดต่อ และวิธีใหม่ๆ ที่จะมาช่วยแก้ปัญหา ที่จะช่วยให้เราทำอะไรได้ ควรจะเป็นอะไร…เราต้องแยกระหว่าง Inventor กับ innovator กล่าวคือ inventor คือสร้างอะไรใหม่ๆ เป็นคนแรก แต่ innovator อาจเอาของที่มีอยู่แล้วเกิดขึ้นแล้วมาปรุงแต่งให้ใช้การได้ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งในบริบทใดบริบทหนึ่ง ผมจึงมองตัวผมเองว่าเป็น innovator มากกว่า inventor…”

แนวคิดของนวัตกรรมวิจิตรทั้ง 8 เรื่อง มีดังนี้

นวัตกรรมค่ายอาสาสมัคร

“นิสิตนักศึกษาเรามีเวลาว่างตอนปิดเทอมมาก แต่ไม่ค่อยเอามาใช้ในเรื่องการบำเพ็ญประโยชน์ให้เป็นกิจจะลักษณะ เมื่อมาเห็นอย่างนี้ ในที่สุดก็ชอบความคิดนี้ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องประโยชน์ เมื่อจบอักษรศาสตร์และมาต่อครุศาสตร์ ผมก็เป็นอุปนายกสโมสรนิสิต ก็เอาเรื่องนี้เข้าไปเป็นกิจกรรมหนึ่ง เป็นชมรมหนึ่งของสโมสรนิสิตจุฬาฯ จีงเป็นแห่งแรกที่ได้เริ่มตั้งค่ายอาสาสมัคร”

นวัตกรรมงานวิจัยสถาบัน

“ผมเองเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยมินเนโซตา ที่สหรัฐอเมริกา เป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับ ศาสตราจารย์ ดร.สมหวัง ก็ไปพบว่าที่นั่นได้มีการเรียนการสอนที่ชื่อว่าการวิจัยสถาบัน มีหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยตั้งขึ้น เพื่อทำการวิจัยสถาบันที่พัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิจัยสถาบันแล้วประยุกต์ใช้ประโยชน์ค่อนข้างครบวงจร”

นวัตกรรมการศึกษาทางไกลในระบบเปิด

“จุดนั้นเป็นการตัดสินใจที่สำคัญของรัฐบาล ตอนนั้นที่ตัดสินใจว่าต้องขยายโดยเปลี่ยนรูปแบบการจัด คือเอาเป็นแบบที่ไม่มีชั้นเรียนหรือที่มารู้จักกันต่อมาว่าเป็นการศึกษาทางไกล เพราะตอนแรกไม่ได้เรียกการศึกษาทางไกล แต่เรียกว่าเป็น มหาวิทยาลัยที่รับโดยไม่มีการสอบคัดเลือก ที่สอนผ่านไปรษณีย์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือวิธีอื่นที่นักศึกษาไม่ต้องมาเรียนตามชั้นเรียนปกติ โดยที่มุ่งให้นักศึกษาเรียนด้วยตนเองให้มากที่สุด”

นวัตกรรมมหาวิทยาลัยในเรือนจำ

“ราชทัณฑ์โดยความหมายก็คือการปรับประพฤติและการศึกษานี่แหละน่าจะเป็นวิธีการปรับประพฤติผู้ที่ต้องโทษ
ทั้งหลายได้ดีที่สุด”

นวัตกรรมสาธิตเสริมสมอง

“ทุกคนมีศักยภาพ จะดูคนหรือให้โอกาสคนก็ควรดูที่ศักยภาพของเขา ไม่ใช่ดูแค่คะแนนสอบ ตัวผมเองก็เข้าสวนกุหลาบได้ชนิดแทบเอาตัวไม่รอด แต่พอได้รับโอกาส ได้ครูดี บวกกับความขยันของเราอีกหน่อย เราก็สู้เขาได้ไม่น้อยหน้าใคร”

นวัตกรรมมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

“ผมขอ Honor ความคิดของนักคิดรุ่นเดิม เพราะชื่อมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลนี้ก็เป็นชื่อที่เขาตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2507-2513 ที่สวางคนิวาส และแนวคิดที่ตามมาในการจัดระบบวางระเบียบของ มทส. ก็ล้วนแล้วแต่สะท้อนมรดกทางความคิดของกระบวนการ “สวางคนิวาส” นั่นเองที่เน้นประสิทธิภาพในการบริหารเพื่อเป็นฐานรองรับการพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการตามภารกิจของมหาวิทยาลัย และเพื่อบรรลุหลักการนี้จะต้องแก้ไขจุดอ่อนของโครงสร้างบริหารแบบประเพณีนิยมในมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นระบบราชการที่ให้ผลสัมฤทธิ์ต่ำ ดังนั้นระบบบริหารของมหาวิทยาลัยจึงควรกำหนดรูปแบบและแนวทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าอันได้แก่ระบบบริหารที่เป็นอิสระจากระบบราชการ หรือการดำเนินการในธุรกิจที่ไม่มุ่งหากำไร”

นวัตกรรมสหกิจศึกษา

“เราไปสำรวจศึกษาดูก่อนว่าประเทศต่างๆ เขามีวิธีการอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจหรือไม่อย่างไรในการที่จะช่วยให้เด็กจบแล้วมีโอกาสได้งานและสามารถเข้าสู่การทำงานได้ทันที่ เราเริ่มจากการสำรวจตัวอย่างในต่างประเทศ แล้วเราก็ยังไปถามความเห็นผู้ประกอบการในเมืองไทยด้วยว่าที่เขาเป็นผู้ใช้บัณฑิตมานั้น เขาเห็นบัณฑิตไทยมีจุดอ่อนจุดแข็งยังไงบ้าง ความเห็นร่วมและความเห็นหลักของเขาก็คือเขาบอกว่าบัณฑิตที่เขาใช้อยู่ยังปฏิบัติไม่เป็น ก็คือมีแต่ความรู้เชิงทฤษฎีแต่เอามาใช้ทำงานเลยไม่ได้ อีกข้อก็คือเขาติงว่าบัณฑิตไม่ค่อยสู้งาน อีกประการก็คือภาษาอังกฤษมักจะอ่อน แล้วเขาก็ตั้งโจทย์ให้เราว่าทำยังไงมหาวิทยาลัยถึงจะผลิตบัณฑิตที่จบแล้วสามารถทำงานได้ทันที ไม่ใช่รับมาแล้วต้องไปฝึกอบรมกันต่ออีกพักหนึ่งถึงจะทำงานได้ ทำไมมหาวิทยาลัยถึงไม่ผลิตคนที่สามารถทำงานได้ทันที”

นวัตกรรมกรอบมาตรฐานวิชาชีพอุดมศึกษา

“ต้องเอาความต้องการของสังคมมาเป็นตัวตั้งด้วย ต้องยึดตัวผู้เรียนและตัวที่เกิดกับผู้เรียนเป้นสำคัญ เดี๋ยวนี้เขาวัดที่ Learning Outcomes เพระฉะนั้นคุณจะสอนดีอย่างไร คุณจะออกแบบดีอย่างไรแต่ถ้ามันไม่เกิด Learning Outcomes ในตัวผู้เรียน ต้องทบทวนแล้วครับ…โลกทุกวันนี้ที่สอนกันอยู่นะมันไม่ใช่ Coach Teaching ในความหมายเดิม มันไม่ใช่ Active Learning ในความหมายเดิม แต่ในความหมายใหม่ เป็นBlended Teaching and Learning ก็คือคนเรียนรู้ผสมผสานจากแหล่งเรียนรู้หลายๆ ด้านและจากผู้ที่มีส่วนสัมผัสสัมพันธ์ด้วยหลายๆ คน ไม่ใช่ 1 ต่อ 1 ระหว่างครูกับศิษย์”